วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิธีแยกเพศเมล็ด อินทผาลัม

หมอแดง kmsmily กล่าวเอาไว้   ใน kasetporpeang.com 

" กล้องครับกล้องส่องพระหรือแว่นขยายจะได้เห็นชัดๆ  เหมือนที่ผมแอบดูนักศึกษาขาวๆสวยๆขาเรียวๆใส่กางเกงขาสั้นๆที่เข้ามากินอาหารร้านป้าไหมต้มแซ๊บ  ชนิดไม่เกรงใจสายตาที่ต้องมองรอดแว่นสายตายาวอย่างผม  ลังเล ทุกครั้งที่มองคิดถึงอีตาเอ๋ สวนเกษตรปากเสีย ถ้าอยู่ใกล้ๆกันคงชวนมานั่งศึกษาเรื่องธรรมะอย่างอีตาครูยุทธ สวนขนุน(สวย)แนะนำแล้ว 555(อย่าร้องตามมาด้วยก็แล้วกัน) ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ผมใช้กล้องส่องพระ (ตัวช่วยที่ไปค้นหาในรถ) เอามาส่องเม็ดอินทผลัมสังเกตเห็นตรงจุดรากงอกด้านหลังเม็ดมีความแตกต่างกัน ตกใจ จะมีทั้งหมดสามลักษณะคือ จุดรากงอกมีเดือยอยู่ตรงกลาง จุดรากงอกมีรอยบุ๋ม  และไม่มีจุดรากงอก  ผมเปรียบเทียบกับคนทันทีผู้ชายมีจู๋ ผู้หญิงมีจิ๋ม คัดแยกเสร็จอ้าว......เปอร์เซ็นต์เม็ดตัวผู้ตัวเมียเหมือนอย่างที่เพื่อนๆนำมาแชร์หลังการปลูกอินทผลัมผ่านไป 2-3 ปี ถึงรู้ว่าเป็นต้นตัวผู้หรือต้นตัวเมียตอนออกดอก  แล้วไอ้ต้นที่ไม่มีจุดรากงอกตีเป็นกระเทยไว้ก่อน  เจ๋ง  ผมจึงเริ่มเพาะเม็ดอินทผลัมทั้งหมด 3 เม็ดเพื่อเก็บข้อมูลๆที่ได้มาคือ  เม็ดที่ระบุว่าเป็นตัวผู้รากจะงอกก่อนและพัฒนาเป็นต้นได้เร็วกว่า  เม็ดที่ระบุว่าเป็นตัวเมียและกระเทย  ฮืม ขนาดและความยาวของใบเม็ดตัวผู้จะมีลักษณะยาวรี ฮืม   ส่วนใบเม็ดตัวเมียลักษณะกว้างสั้น ฮืม  เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตทั่วๆไปตามธรรมชาติ  เราจะเห็นว่าเพศผู้มักจะมีรูปร่างที่ใหญ่กว่าเพศเมีย  ยิ้ม ทั้งนี้ทั้งนั้นผมจะมั่นใจว่าผมวิเคราะห์ถูก  หลังจากต้นอินทผลัม 2 ต้นนี้ออกดอกครับ  ทุกอย่างที่ผมนำเสนอต้องการให้เป็นแนวทางเพื่อนำไปพิจารณาสำหรับผู้ที่คิดปลูกอินทผลัม  อายจัง หากผลปรากฏในอนาคตว่าผมวิเคราะห์ถูก  ผลดีจะเกิดขึ้นในวงการผู้ปลูกอินทผลัม คนเพาะต้นกล้าขายจะได้มีต้นตัวเมียให้ลูกค้าจริงๆ  คนที่เพาะเพื่อนำไปปลูกเองจะได้มีความหวังว่าได้กินลูกอินทผลัมแน่นอน  ผมยังขอยึดแนวทางการทำเกษตร “ต้นทุนต่ำ ทำผลผลิตเพิ่ม เติมรอยยิ้ม” จุมพิต  ผมตัดสินใจในการนำเสนอครั้งนี้เพราะอยากนำความรู้ที่มีเป็นหนึ่งในองค์สาม  บุญกุศลที่เกิดขึ้นขอมอบอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของผมทุกๆชาติภพด้วยเทอญ สาธุ  สาธุ  สาธุ........... อายจัง อายจัง อายจัง "

เมล็ดตัวเมียมีรอยบุ๋ม

เมล็ดตัวผู้มีเดือย

เมล็ดกระเทยไม่มีรอย

อุปกรณ์


น้ำตาลทางด่วน


"ไม้ผลทุกชนิดเมื่อบำรุงต้นให้สมบูรณ์ก่อนออกดอกจะต้องงดน้ำ หลังออกดอกติดผลแล้วจึงจะให้น้ำอีกครั้ง
ดอกร่วงเกิดจากสารอาหารที่สะสมไว้ไม่เพียงพอ(ใส่ปุ๋ยน้อย)
หรือ การให้น้ำเกิดการแตกยอดอ่อนธรรมชาติต้นไม้จะเคลื่อนสารอาหารเลี้ยงยอดอ่อนครับ
หรือธาตุอาหารที่ให้ไม่สมดุลและเพียงพอ เช่น ใส่ปุ๋ยตัวกลางสูง(P)มากเกินไปจะทำให้ขาดธาตุสังกะสี(Zn)ซึ่งเป็นธาตุที่พืชนำไปใช่ร่วมกับธาตุไนโตรเจน(N)ในการสร้างฮอร์โมนออกซิน ทำให้ขั้วดอกและผลเหนียวไม่หลุดร่วงง่าย
วิธีแก้ไข 
ใช้น้ำตาลทางด่วนฉีดพ่นที่ใบ 2 -3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน
ผลหยุดร่วงใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 1 กก.+ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 = 200-300 กรัม/ต้น ขุดรอบๆทรงพุ่มฝังกลบ ให้น้ำตาม ครับ
ถ้าทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เองตามคำแนะนำผมจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ครับ รีบๆทำทิ้งไว้ได้แล้วถ้ารักจะปลูกต้นไม้อยู่ ขอบอก "
หมอแดง kmsmily กล่าวเอาไว้

1. ตาลทางด่วน มีประโยชน์ต่อพืชอย่างไร 
2. เมื่อฉีดน้ำตาลทางด่วนให้กับพืชแล้ว พืชจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกประมาณกี่วัน 
3. ส่วนผสมของน้ำตาลทางด่วน ประกอบด้วยอะไรบ้าง 

1. น้ำตาลทางด่วน นิยมฉีดพ่นให้กับไม้ผล ในช่วงที่ประสบปัญหาสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย เช่น สภาวะแล้งรุนแรงหรือหลังจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ระบบรากทำงานได้ไม่เป็นปกติ เมื่อพืชดูดซึมผ่านทางใบจะช่วยให้ต้นไม้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากมีส่วนผสมน้ำ น้ำตาลกลูโคส ซึ่งเป็นแหล่งให้พลังงานที่เซลสิ่งมีชีวิตนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง 
2. พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หลังจากฉีดพ่นตามทรงพุ่มแล้ว ประมาณ 2-3 ชั่วโมง 
3. ส่วนผสมของน้ำตาลทางด่วน มีส่วนผสมของน้ำตาลกลูโคส 600 กรัม กรดฮิวมิก 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 หรือสูตร 10-20-30 อัตรา 60 กรัม สารเคมีกำจัดเชื้อรา เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ หรือคาร์เบนดาซิม ตามอัตราแนะนำ และสารจับใบ ละลายในน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นที่บริเวณทรงพุ่มพอชุ่มเพียง 1-2 ครั้ง ในตอนเช้าหรือตอนเย็นก็ได้ จะช่วยให้ต้นไม้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น 

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี อ.พลิ้ว จ.จันทบุรี โทร. 0-3939-7030, 0-3939-7146 ในวันและเวลาราชการ